Thai (ภาษาไทย)English (United Kingdom)

greenbar_998x20

หน้าหลัก ประเด็นเด่นสุดฮอท

greenbar_998x20

ประเด็นเด่นสุดฮอท

กรุงเทพฯ เมืองหนังสือโลก ปี 2556

writer1

กรุงเทพฯ เมืองหนังสือโลก ปี 2556 “วิกฤติ vs โอกาส” ในทัศนะนักเขียน นักแปล นักวาด

ประภัสสร เสวิกุล, ชมัยภร แสงกระจ่าง และทิววัฒน์ ภัทรกุลวณิชย์ ร่วมเสนอมุมมองและแนวทางสู่การทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองหนังสือโลกอย่างแท้จริง ในการสัมมนาเพื่อสนับสนุนการมีส่วนร่วมของเครือข่ายส่งเสริมการอ่าน ในกลุ่มนักเขียน นักแปล และนักวาดภาพประกอบ ในหัวข้อ “กรุงเทพมหานคร สู่การเป็นเมืองหนังสือโลกอย่างเต็มภาคภูมิ ถ้า...?” เห็นพ้องตรงกันว่าต้องเร่งสร้างวัฒนธรรมการอ่านให้หยั่งรากลึกลงในสังคม

อ่านเพิ่มเติม...

เมืองหนังสือโลก ในอุดมคติ

chamai1-250
เมืองหนังสือโลกในอุดมคติ
ชมัยภร แสงกระจ่าง
แสดงปาฐกถาในการสัมมนาเพื่อสนับสนุนการมีส่วนร่วมของเครือข่ายส่งเสริมการอ่าน
กลุ่มนักเขียน นักแปล นักวาดภาพประกอบ ในโครงการกรุงเทพมหานคร เมืองหนังสือโลก
วันพฤหัสบดีที่ ๘ กันยายน ๒๕๕๔ ณ โรงแรมปทุมวันปริ๊นเซส กทม.

อ่านเพิ่มเติม...

ทันสมัยแต่ "ไม่ทันคน"

mmodern

 

       เมื่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๔๐ ผมได้ไปออกรายการโทรทัศน์แห่งหนึ่งที่มีคุณ พิศณุ นิลกลัด เป็นพิธีกร เพื่ออภิปรายเรื่องผลกระทบของการเล่นเกม “ทามากอตจิ” หรือสัตว์เลี้ยงคอมพิวเตอร์ต่อเด็กไทย นักวิชาการทางการศึกษาที่ร่วมรายการได้ให้ทัศนะว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก สมควรส่งเสริมให้เล่น เพราะเป็นการสร้างความคิดริเริ่ม จะได้นำไปพัฒนาต่อไป

อ่านเพิ่มเติม...

ชี้ผลักดันการอ่าน ดีกว่าแจกแท็บเล็ต

worakit_wallop

 

 

วงการหนังสือตั้งเวทีเสวนาเรียกร้องรัฐบาลผลักดันวาระการอ่านแห่งชาติแทนแจกแท็บเล็ตให้เด็กชั้น ป.1

หวั่นนายกฯ ละเลยนโยบายส่งเสริมการอ่านพัฒนาคนในชาติ

เผยผลเสียเด็กอ่านผ่านจอคอมพ์ทำสมาธิสั้น ทักษะอ่านเขียนลดลง "ครูหยุย" ขอหนังสือให้เด็กด้อยโอกาส  


เมื่อวันที่ 20 กันยายน ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย จัดเสวนาเรื่อง "วาระการอ่านแห่งชาติหายไป แต่ได้ One Tablet กลับมา" โดยนายวรพันธ์ โลกิตสถาพร นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นสมาคมวิชาชีพด้านการผลิตหนังสือเพื่อพัฒนาคนในชาติ และมุ่งทำกิจกรรมเพื่อสร้างวัฒนธรรมการอ่านและการเรียนรู้สู่สังคมไทย บรรดานักวิชาการในวงการหนังสือมีความห่วงใยต่อนโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาลชุดนี้ไม่มีแนวทางส่งเสริมการอ่านอย่างจริงจัง และไม่ผลักดันวาระการอ่านแห่งชาติให้เกิดความต่อเนื่อง อีกทั้งเห็นว่าโครงการแจกแท็บเล็ตให้นักเรียนชั้น ป.1 จะมีผลเสียต่อวาระการอ่านแห่งชาติหยุดชะงัก จึงได้จัดเสวนาเพื่อนำข้อเสนอแนะส่งต่อไปยังรัฐบาลเป็นแนวทางปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม โดยในเร็วๆ นี้จะเข้าพบนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเพื่อยื่นข้อเสนอต่อไป


นายวรพันธ์กล่าวว่า มีผลศึกษาวิจัยที่ชัดเจนเกี่ยวกับการให้เด็กอ่านหนังสือผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์พบว่า จะมีผลเสียหลายด้าน เช่น ทำให้สมาธิสั้น ทักษะการอ่านและการเขียนลดลง และการพัฒนาสติปัญญาล่าช้า ดังนั้นโครงการแจกแท็บเล็ตให้นักเรียนชั้น ป.1 จึงไม่ได้ช่วยส่งเสริมให้เด็กมีนิสัยรักการอ่านหรือสนใจการอ่านหนังสือมากขึ้น แต่จะยังเบียดบังเวลาการอ่านน้อยลง หันไปเล่นเกม เล่นแช้ต และเมนูอื่นในแท็บเล็ต ส่งผลลบต่อสุขภาพสายตา นอกจากนี้ยังพบว่าเด็กที่ใช้งานคอมพิวเตอร์เพื่อศึกษาค้นคว้าข้อมูลข่าวสารที่มีประโยชน์ต่อการเรียนรู้เพียง 10% เท่านั้น ส่วนอีก 90% ใช้คอมพิวเตอร์ในการเล่นเกมและแช้ตพูดคุยกับเพื่อน  

 
"การที่อัตราการอ่านหนังสือของเด็กและเยาวชนยังต่ำ เพราะมีสาเหตุหลักมาจากไม่ได้รับการปลูกฝังให้มีนิสัยรักการอ่านจากครอบครัว สภาพแวดล้อมทางสังคมมีเรื่องเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องในชีวิตมากเกินความจำเป็น ทำให้เด็กขาดสมาธิ และภาครัฐไม่มีการรณรงค์ให้คนไทยเห็นถึงประโยชน์ของการอ่านเท่าที่ควร ขณะนี้ยังไม่เห็นว่ารัฐบาลจะทำเรื่องนี้ให้เป็นรูปธรรม ที่ผ่านมาเคยเชิญองค์กรต่างๆ เข้าประชุมแล้วก็เงียบหายไป ไม่จัดสรรงบประมาณหรือตั้งบุคลากรเข้ามากำกับดูแลแต่อย่างใด" นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ เผย


เขาบอกว่า โครงการแจกแท็บเล็ตให้นักเรียนชั้น ป.1 ไม่เกิดประโยชน์และสิ้นเปลืองงบประมาณ เด็กวัยนี้ควรจะได้รับหนังสือที่จับต้องได้มากกว่าแท็บเล็ต จึงอยากเสนอรัฐบาลว่าควรนำงบประมาณส่วนนี้ไปใช้ในการสร้างเสริมนิสัยรักการอ่านโดยใช้หนังสือเป็นเครื่องมือ และมีโรงเรียนกับห้องสมุดเป็นกลไกขับเคลื่อน ส่วนการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาให้เด็กที่ยังขาดวุฒิภาวะและการควบคุมตนเอง จะมีแต่ทำให้สภาพแวดล้อมทางการศึกษาและสังคมย่ำแย่ลง เด็กอยู่กับตัวเองมากขึ้น ขาดการปฏิสัมพันธ์กับคนในครอบครัวและคนรอบข้าง ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างพ่อแม่กับลูก ครูกับนักเรียน


สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ยังได้ร่วมมือกับสวนดุสิตโพลจัดทำสำรวจความคิดเห็นจากครู ผู้ปกครอง นักเรียนชั้น ป.1 และประชาชนทั่วไป จำนวน 809 คนทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 2-12 กันยายนที่ผ่านมา ในเรื่องความคิดเห็นต่อโครงการแจกแท็บเล็ตและการรับรู้เรื่องวาระการอ่านแห่งชาติ โดยสำรวจพบว่า ประชาชนร้อยละ 95.72 ต้องการให้รัฐบาลผลักดันเรื่องวาระการอ่านแห่งชาติต่อเนื่องจากรัฐบาลชุดที่แล้ว เพราะได้รับรู้ข่าวเกี่ยวกับการอ่านมีน้อย ร้อยละ 80.22 เชื่อว่าแม้แท็บเล็ตจะเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่อาจก่อให้เกิดด้านลบ คือ สนใจการเรียนน้อยลง อีกทั้งยังกังวลเรื่องการนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เพราะครูและผู้ปกครองไม่สามารถดูแลหรือให้คำแนะนำได้การใช้ประโยชน์ได้ตลอดเวลา และที่สำคัญคือ ร้อยละ 18.6 เห็นว่าเป็นการสูญเสียงบประมาณโดยไม่เกิดประโยชน์ และมีราคาแพง


นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ หรือ ครูหยุย เลขาธิการมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก กล่าวว่า โครงการแจกแท็บเล็ตให้นักเรียนชั้น ป.1 ไม่มีประโยชน์ เพราะแจกให้เด็กเล็กเกินไป อาจจะนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ หรือมีคนอื่นแย่งไปใช้งาน และทำให้เด็กขาดการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานคือ หนังสือ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เด็กมีความรู้และเสริมสร้างจินตนาการ ถ้าหากเด็กใช้เวลาอยู่กับเทคโนโลยีก็จะยิ่งทำให้เด็กอยู่ในโลกคนเดียว ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับคนในครอบครัว รวมทั้งยังอาจส่งผลต่อระดับทักษะทางปัญญาและอารมณ์ด้อยลงไปอีกด้วย


"รัฐบาลมุ่งแจกให้เด็กนักเรียน แต่อยากถามว่ารัฐบาลคิดถึงกลุ่มเด็กด้อยโอกาสหรือไม่ เด็กเร่ร่อนนอนตามข้างถนน เด็กกำพร้าพ่อแม่ยังไม่ได้รับโอกาสขั้นพื้นฐานทางการศึกษา แม้แต่หนังสือสักเล่มเดียวก็ไม่ได้รับ ภาครัฐไม่สนใจที่จะนำเด็กเหล่านี้มาเข้าโรงเรียน ที่ผ่านมาผมได้นำเด็กกลุ่มนี้เข้าโรงเรียนปีละไม่ต่ำกว่า 1,000 คน แต่ในช่วง 3 ปีหลังกลับพบว่า ร้อยละ 30 มีไอคิวต่ำ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงจนน่าตกใจ" เลขาธิการมูลนิธิสร้างสรรค์เด็กกล่าว.

ที่มา http://www.thaipost.net/x-cite/210911/45357
สืบค้นเมื่อ 21/9/2554

เสนอหลักสูตรรู้เท่าทันสื่อ เตรียมความพร้อมก่อนใช้แทปเลต

นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มองว่า การใช้แทปเลตในเด็กนักเรียนระดับชั้น ป.1 ซึ่งถือเป็นช่วงรอยต่อหลังจบอนุบาล ช่วงนี้ถือเป็นช่วงที่เด็กเริ่มเรียนรู้พัฒนาการในโลกแห่งความเป็นจริง และเป็นช่วงที่เด็กเริ่มมีภาวะความตึงเครียด เพราะต้องปรับตัว

 

dr.dew_

 

ดังนั้น การนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับตัวเด็กเองคือ “การเตรียมความพร้อมให้มากที่สุด” ซึ่งตนมองว่า เมื่อรัฐบาลมีนโยบายออกมาแล้ว หากจะใช้จริงก็ไม่ควรใช้ในเทอมแรก เนื่องจากยังอยู่ในช่วงปรับตัว ภาระจะตกอยู่ที่ครูหรือผู้ปกครอง ดังนั้น ควรใช้ในภาคเรียนถัดไปน่าจะเหมาะสมกว่า รวมทั้งการเพิ่มวิชาชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหลักสูตรรู้เท่าทันสื่อ บริโภคศึกษา ครอบครัวศึกษา เทคโนโลยีต่างๆ เหล่านี้ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองมีความเข้าใจ ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยได้ สิ่งสำคัญคือการมีหลักสูตรรู้เท่าทันสื่อให้เรียนรู้ไปพร้อมกันด้วย โดยภาคีเครือข่ายต่างๆ ที่สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ร่วมกับ แผนงานสื่อสร้างสุขภาวะเยาวชน (สสย.) กระทรวงวัฒนธรรม และภาคเอกชน ร่วมกันพัฒนาหลักสูตรรู้เท่าทันสื่อเรียบร้อยแล้ว และนำร่องใช้ในบางโรงเรียน โดยเห็นว่าเป็นประโยชน์ร่วมกันที่จะส่งผลดีต่อพ่อแม่ผู้ปกครอง โดยในหลักสูตรของการรู้เท่าทันสื่อ จะสอนให้รู้จักสื่อว่ากรณีแบบใดที่อาจจะโดนล่อลวง กรณีแบบใดที่เรียกว่าเป็นผลกระทบในเชิงลบ ช่วยทำให้เด็กคิดและวิเคราะห์เป็น

“เสนอว่าควรต้องมีเนื้อหาเกี่ยวกับวิชาชีวิตให้มากขึ้นด้วย และรวมถึงคุณธรรม จริยธรรมที่ส่งผ่านในรูปของเทคโนโลยี เพราะหากไม่มีการเตรียมความพร้อม และเมื่อแจกไปแล้วการจะทำให้เด็กคิดได้เองคงเป็นเรื่องยาก เพราะตอนนี้จะเห็นอยู่แล้วว่าสภาพของเด็กติดเกมก็มีไม่น้อย สภาพของเทคโนโลยีซึ่งเมื่อเข้ามาสู่รอบรั้วแล้ว โอกาสการมีชีวิตร่วมกันระหว่างพ่อแม่ลูกเองก็มีน้อย พ่อแม่เองก็ตามไม่ทัน ครูเองก็ยังตามไม่ทันด้วยซ้ำไป” นพ.สุริยเดวกล่าว และย้ำว่า แม้ในต่างประเทศจะมีการแจกแทปเลตให้กับนักเรียน แต่ก็จะมีการให้ความรู้เรื่องการรู้เท่าทันสื่อควบคู่กันตามไปด้วย พ่อแม่เองก็รู้เท่าทันสื่อด้วย และการจัดสร้างวินัยในการใช้ให้กับตัวเด็กอย่างเหมาะสม

นอกจากนี้การจะใช้แทปเลตให้เกิดประโยชน์อย่างที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะเรื่องความเหลื่อมล้ำในสังคมของเด็กนั้น หมอเดว บอกว่า ควรมีการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ไปช่วยให้เด็กกลุ่มพิเศษที่มีปัญหาเรื่องการเรียน ปัญหาพัฒนาการล่าช้า หรือกลุ่มเด็กพิการ ที่อาจอยู่นอกระบบโรงเรียน เพราะเคยมีตัวอย่างของเด็กกลุ่มพิเศษที่เขียนอ่านไม่ได้ แต่สามารถใช้เทคโนโลยีทางการสื่อสาร เพียงใช้นิ้วคลิกเม้าส์ก็สามารถช่วยอ่านให้เด็กฟังได้ ซึ่งส่งผลให้เด็กมีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดีขึ้นได้อย่างมาก

วันนี้โลกแห่งการเรียนรู้ต้องเดินหน้าต่อ พ่อแม่ผู้ปกครองเองก็ต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อร่วมเป็นเกราะกำบังภัยที่แฝงมากับเทคโนโลยีให้กับลูก แม้จะมีเทคโนโลยีก้าวมาในชีวิต แต่สายสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวต้องไม่สะดุด อย่างน้อยก็เป็นตัวเชื่อมพัฒนาการที่ดีของเด็กได้อย่างหนีไม่พ้น

http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/special_report/24248
14/09/2554

ระบบค้นหาข้อมูล

เมนูลัด


ผู้ให้การสนับสนุน
kulogo   01_MICT  02_EDU  03_UNESCO  04_SSS  05_SSY  06_ThaiPBS  07_STOU  08_CCDKM